วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บันทึกการอ่านเรื่องที่๒๓

วันที่ ๒ เดือน กุมภาพันธ์  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ไพบูลย์ เปียศิริ แก้ปัญหาคอมพิวเตอร์อย่างมือเซียน
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)  หน้า ๓๓ - ๔๘



ความหมายและความเป็นมาของคอมพิวเตอร์


     คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (computer นิยมอ่านในภาษาไทยว่า คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความสามารถในการคำนวณอัตโนมัติตามคำสั่ง ส่วนที่ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผลชุดของคำสั่งที่ระบุขั้นตอนการคำนวณ เรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีกมากมาย
     ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์นั้นมีหลากหลาย มีทั้งขนาดที่ใหญ่มากจนต้องใช้ห้องทั้งห้องในการบรรจุ และขนาดเล็กจนวางได้บนฝ่ามือ การจัดแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์สามารถจัดแบ่งได้ตามขนาดทางกายภาพเป็นสำคัญ ซึ่งมักจะแปลผันกับประสิทธิภาพความเร็วในการประมวลผลโดยขนาดคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเรียกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ใช้กับการคำนวณผลทางวิทยาศาสตร์ ขนาดรองลงมาเรียกว่า เมนเฟรม มักใช้ในบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องมีการประมวลผลธุรกรรมทางธุรกิจจำนวนมากๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในระดับบุคคลเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่พกพาได้เรียกว่า คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ส่วนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถวางบนฝ่ามือได้เรียกว่า พีดีเอ อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์มีใช้กันอย่างกว้างขวางมาก ซึ่งมีอุปกรณ์หลายๆชนิดได้นำคอมพิวเตอร์ ไปใช้เป็นกลไกหลักในการทำงาน เช่น กล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเอ็มพีสามหรือในรถยนต์เองก็มีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ช่วยใน การตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องยนต์

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึกการอ่านเรื่องที่๒๒

วันที่ ๒๕ เดือน มกราคม  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ชาญชัย อาจินสมาจาร ดาวฤกษ์ที่น่ารู้จัก
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ สำนักพิมพ์อักษรวัฒนา  หน้า ๓๐ - ๔๒


ดาวฤกษ์กับดาวเคราะห์


     ดาวเคราะห์เป็นหินรูปทรงกลมที่หมุนรอบดาวฤกษ์ เมื่อดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรก ดาวเคราะห์ก็ก่อตัวขึ้นมาเช่นเดียวกัน มันมาจากกลุ่มก๊าซและฝุ่นเช่นเดียวกับดาวฤกษ์
     ระบบสุริยะของเราก่อตัวขึ้นเมื่อกลุ่มก๊าซหดตัวโดยก่อตัวเป็นดวงอาทิตย์ ไม่ใช่กลุ่มก๊าซทั้งกลุ่มที่ถูกดูดไปเพื่อก่อตัวเป็นดวงอาทิตย์ วงแหวนของก๊าซและฝุ่นที่เหลือหมุนรอบดวงอาทิตย์ที่เพิ่งก่อตัวใหม่ จุดเล็กๆของวงแหวนเริ่มจับตัวเข้าด้วยกัน มันค่อยๆจับตัวเป็นก้อนแข็งคล้ายก้อนหินอย่างช้าๆ จากนั้น หินเหล่านี้ก็จะกลายเป็นดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ที่เหมือนกับโลกต้องใช้เวลา ๑๐๐ ล้านปีเพื่อการก่อตัว
     ในทางช้างเผือก ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในทุกๆสิบดวงอาจมีดาวเคราะห์ล้อมรอบมัน ดาวฤกษ์อยู่ห่างไกลมาก ดังนั้นดาวเคราะห์ที่อยู่ล้อมรอบมันจึงสลัวมาก ได้มีการสังเกตเห็นว่าดาวฤกษ์บางดวงส่ายไปส่ายมา อาจเป็นไปได้ที่มันถูกแรงดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่มองไม่เห็น
     ได้มีตัวชี้แนะมากขึ้นเกี่ยวกับระบบสุริยะอื่นๆ จากดาวเทียมดาราศาสตร์อินฟาเรด รังสีอินฟราเรด (Infrared Rays) เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นระหว่างความยาวคลื่นของแสงกับคลื่นวิยุ เราสามรถสัมผัสรังสีอินฟาเรดในรูปของความร้อน ในปี ๑๙๘๓ ดาวเทียมดาราศาสตร์อินฟาเรดได้พบกลุ่มก๊าซที่เย็นตัวลงรอบๆดาวฤกษ์สี่สิบดวงใกล้ดวงอาทิตย์ ได้มีการถ่ายภาพกลุ่มก๊าซรอบๆดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีชื่อว่า เบต้า พิคโทริส (Beta Pictoris) กลุ่มก๊าซมีลักษณะคล้ายวงแหวนของฝุ่นและก๊าซที่คิดว่าดาวเคราะห์ได้ก่อตัวขึ้นมา เราสามารถเห็นขั้นตอนแรกๆของการก่อตัวดาวเคราะห์ใหม่

บันทึกการอ่านเรื่องที่๒๑

วันที่ ๒๕ เดือน มกราคม  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ชาญชัย อาจินสมาจาร ดาวฤกษ์ที่น่ารู้จัก
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ สำนักพิมพ์อักษรวัฒนา  หน้า ๔๓ - ๕๖


ดาวฤกษ์คู่


     สองร้อยปีมาแล้ว นักดาราศาสตร์ชื่อ วิลเลียม เฮอร์เซล ได้มองดูดาวฤกษ์หลายดวงอย่างใกล้ชิด เขาพบว่าดาวฤกษ์บางดวงมีดาวดวงหนึ่งอาจอยู่ไกลจากเรามากกว่าดาวฤกษ์อีกดวง เราจะเห็นมันเรียงเป็นแถวเมื่อมองจากพื้นโลก ดาวฤกษ์ที่มีลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ดาวคู่ที่มองด้วยสายตา
     อย่างไรก็ตามในอีกหลายๆกรณี เมื่อมีการมองเห็นดาวฤกษ์สองดวงอยู่ใกล้กัน โดยความจริงแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวฤกษ์แฝด มันก่อตัวที่เรียกว่า ทวิภาค (Binary) ดาวฤกษ์สองดวงเกิดขึ้นด้วยกัน มันอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดของกันและกันตลอดอายุของมัน ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าส่วนใหญ่เป็นคู่แฝดหรือไม่ก็เป็นสามดวงบ้างก็มีมากกว่านี้
     ดาวคู่แฝดจะหมุนรอบกันและกัน บางครั้งดาวฤกษ์ดวงหนึ่งจะหมุนผ่านด้านหน้าของอีกดวงในขณะที่เราศึกษามันจากพื้นโลก ดาวฤกษ์คู่หนึ่งซึ่งเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่าทวิภาคอุปราคา
     ดาวฤกษ์คู่หนึ่งมีชื่อว่า แอลกอล (Algol) มันอยู่ในกลุ่มดาวเปอร์ซีอุส ดาวฤกษ์สองดวงของแอลกอลอยู่ใกล้ชิดกันมากจนดูคล้ายเป็นดาวฤกษ์ดวงเดียวถึงแม้จะมองด้วยกล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุดทุกๆ ๒ วัน และ ๒๑ ชั่วโมง ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งจะหมุนผ่านด้านหน้าของดาวฤกษ์อีกดวง ด้วยเหตุนี้ความสว่างของแอลกอลจึงลดเหลือหนึ่งในสามของความสว่างปกติ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวกินเวลาสิบชั่วโมง

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึกการอ่านเรื่องที่๒๐

วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ลีลาภาษา วิตามินศัพท์ 
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ บริษัท พริ้นท์ ซิตี้ จำกัด  หน้า ๗๑- ๙๐


รากศัพท์ที่เกี่ยวกับตาหรือการมอง


vision
     
     [ วิเชิ่น ] แปลว่า วิสัยทัศน์ เป็นความสามารถในการวางแผนสำหรับอนาคต หรือความสามารถในการมองเห็นด้วยปัญญา
จาก vision นังสาวต่อไปได้อีกเป็น visionless [ วิเชิ่นเหลส ] นี่เป็นการใส่บั้นท้าย less เพิ่มเข้าไปให้ vision ได้ความหมาย             ใหม่ในทางตรงกันข้ามว่า ไม่มีวิสัยทัศน์ หรือขาดความสามารถในการวางแผนสำหรับอนาคต (-less เป็นบั้นท้ายของคำศัพท์จำนวนมากในภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า "ปราศจาก")

tele + vision

     [ เท้ลเหลอะวิเชิ่น ] ก็มีหัวใจ "vis" อยู่ในตัว คำนี้คงไม่จำเป็นต้องบอกคำแปลว่าคืออะไร เพราะใครๆเขาก็รู้กันว่าความหมายของมันคือโทรทัศน์ tele (เทเล) มีความหมายว่า ระยะไกล จับคู่กับคำไทยว่า โทร (อ่านว่า โท-ระ) tele...โท-ระ...ระยะไกล จำง่ายมากเลย vision มีความหมายเกี่ยวกับการเห็น เมื่อดอามาต่อกับ tele ที่แปลว่าระยะไกล จึงหมายถึงสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ แม้ว่ามันจะถูกส่งมาจากสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ห่างไกลออกไปเป็นร้อยๆกิโเมตร

visual

     [ วิช่วล ] แปลว่า เกี่ยวกับการเห็น ส่วน visualize [ วิช่วลหล่ายสฺ ] เป็นคำกริยาต่อเนื่องมาจากคำว่า visual อีกทอดหนึ่ง มีความหมายว่า นึกเห็นภาพอยู่ในใจ สร้างภาพขึ้นมาในความคิด หรือมีจินตนาการ คำนามของมันคือ visualization [ วิช่วลหล่ายเซ้เชิ่น ] เพียงแค่ใส่คำว่า "การ" ไปข้างหน้า ก็เป็นคำแปลของคำนามแล้วว่า การนึกเห็นภาพในใจ การสร้างภาพขึ้นมาในความคิด หรือการใช้จินตนาการ

บันทึกการอ่านเรื่องที่๑๙

วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ลีลาภาษา วิตามินศัพท์ 
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ บริษัท พริ้นท์ ซิตี้ จำกัด  หน้า ๘ - ๒๑


การเชื่อมโยงไปหาความหมายของคำศัพท์โดยผ่านเครื่องช่วยจำที่เรียกว่า Mnemonic


Mnemonic อ่านว่า เน-โม-หนิค มีความหมายว่า memory aid หรือเครื่องช่วยจำ
วิธีนี้เป็นแบบฟรีสไตล์ เป็นกลวิธีของใครของมัน สามารถสร้างสรรค์กันขึ้นมาเองโดยอาจจะเป็นภาพประกอบ ความคล้องจองของเสียง เรื่องที่กระทบอารมณ์อย่างแรง เรื่องตลก เรื่องแปลกประหลาด หรือบางครั้งอาจออกไปทางทะลึ่งๆ
กลวิธีอะไรกฌได้ที่ช่วยให้เราจดจำได้ดีสามารถเอามาใช้ได้หมด สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราจำได้ดีและจำได้นานกว่าปกติ ดูตัวอย่างคำที่เพิ่งผ่านมาเมื่อสักครู่ เช่น
youth      (ยูธ)      ที่แปลว่า เยาวชน ก็คือให้เชื่อมไปหาคำว่า
young     (ยัง)      ที่แปลว่า ยังวัยอ่อน
teenager    (ทิ้นเอจเจอะ)     ที่แปลว่า วัยรุ่น ดูให้ดีจะเห็นว่ามี ten ที่แปลว่า สิบ แอบแฝงอยู่
ส่วนคำว่า adolescence  (อะดอลเล้สเส่นสฺ)  ก็จะจำได้ง่ายขึ้น หากมองให้เห็นว่าศัพท์ตัวนี้มีคำว่า
adult  (อะดั๊ลทฺ)  ซึ่งแปลว่า ผู้ใหญ่ แฝงอยู่ในตัวด้วย  (adol ออกเสียงคล้ายๆ adult)  เพราะวัยรุ่นหรือ adolescence ที่ว่านี้ก็คือคนที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในอีกไม่นาน


          youth --------> young
          
          ten = 10 + ager
         
          adolescence
          adol
          adult

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึกการอ่านเรื่องที่๑๘

วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : นิพนธ์พงศ์ พานิช (หมอต้น) ภูมิแพ้ แพ้ภูมิ รักษาได้ง่ายนิดเดียว 
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ สำนักพิมพ์ SMART BOOK ในเครือสนุกอ่าน  หน้า ๘๑ - ๙๒


โรคภูมิแพ้เป็นเกิดจากอะไร


     สาเหตุของอาการภูมแพ้นั้น มีทั้งเกิดมาจากกรรมพันธู์และเกิดจากการได้รับสารก่อภูมิแพ้ในภายหลัง ซึ่งอาจเป็นจากการหายใจ การสัมผัส การกิน หรือแม้กระทั่งการฉีดสารก่อแพ้เข้าสู่ร่างกาย สารก่อภูมิแพ้ได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ รังแค ขนสัตว์ ควันบุหรี่ ยา อาหาร หรือแมลงบางชนิด มลพิษในอากาศ และความเครียด
     กรรมพันธุ์
ภูมิแพ้มีความสัพันธุ์อย่างใกล้ชิดกับกรรมพันธุ์ ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ร้อยละ ๕๐  และโอกาสที่รุ่นหลานจะเป็นโรคตามมาจะมีมากกว่า ๘๐ % ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้คนเดียว ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ร้อยละ ๓๐ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพ่อและแม่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้เลย ลูกก็ยังมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ ๑๕ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้จากกรรมพันธุ์ อาจจะไม่สำแดงอาการจนกว่าจะได้รับการกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้ บางคนจึงแทบไม่มีโอกาสได้แสดงอาการของโรคภูมิแพ้เลย เพราะทั้งชีวิตไม่เคยไปสัมผัสสิ่งเร้าหรือสารก่อแพ้ที่ตัวเองได้รับมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

บันทึกการอ่านเรื่องที่๑๗

วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม  พ .ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : นิพนธ์พงศ์ พานิช (หมอต้น) ภูมิแพ้ แพ้ภูมิ รักษาได้ง่ายนิดเดียว 
          พิมพ์ครั้งที่ ๑ สำนักพิมพ์ SMART BOOK ในเครือสนุกอ่าน  หน้า ๖๓ - ๘๐


โรคภูมิแพ้เป็นการเจ็บป่วยในโลกศิวิไลซ์


     โรคภูมิแพ้ เป็นการตอบสนองที่มากเกินไปของระบบภูมิคุ้มกัน โรคนี้ส่วนมากจะสงวนไว้ให้เป็นเฉพาะคนในโลกที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากในสังคมสมัยใหม่ยุคห่างไกลธรรมชาติ อาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ มีน้ำมูกใสๆไหลตลอดเวลาร่วมกับอาการอักเสบบวมของโพรงจมูก จากไข้ละอองฟางหรือตามด้วยอาการหอบหืดจากหลอดลมส่วนล่างหดเกร็งหรือบีบตัว แต่ถ้ายังไม่พอก็ขอเพิ่มภูมิแพ้ผิวหนังที่เกิดเป็นผื่นแพ้ซึ่งมีทั้งการอักเสบ บวมแดง และคัน แถมพ่วงมาด้วย
     ปัจจุบันผู้ป่วยโรคภูมิแพ้กำลังทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก เมื่อลองสำรวจแล้วแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกตามอายุและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ พบว่าในปัจจุบันมีผู้ป่วยภูมิแพ้ถึง ๑ ใน ๒ ของจำนวนประชากรโลก อันเนื่องจากสาเหตุต่างๆกันโดยจะพบมากที่สุดในวัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆจะมีสัดส่วนของเด็กที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ถึง ๒ ใน ๓ เลยทีเดียว
     จากการสำรวจของศูนย์สุขภาพและพัฒนาเด็กแห่งชาติของญี่ปุ่น พบว่ามีแนวโน้มของคนญี่ปุ่นที่เกิดในช่วง ค.ศ. ๑๙๗๐ - ๑๙๗๙ จะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผูคนในเมืองใหญ่ๆจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง ๙๐%